เอาละ

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า ขอบคุณนะครับสำหรับหลายๆ comment สำหรับ Entry ที่แล้ว ในหลายๆ Entry ก๋ถือว่าได้มีส่วนร่วมชี้ถึงสนิมอีกมากมายเหมือนกัน และก็ได้มุมมองที่กว้างขึ้น พอได้รับการตอบรับใน Entry ที่แล้วสูงขนาดนี้ ก็ อดกดดันตัวเองไม่ได้ ที่อยากจะเขียนให้ดีเท่าเดิม หรือดีขึ้นไปอีก ...ซึ่งก็อย่าหวังอะไรกะเราตรงนี้มากนะครับ 5555 เอาเป็นว่า เราจะพยายามเขียนในจุดสำคัญๆ มากกว่าแค่ว่า ต้องเขียนให้ดีไม่ดี

ที่นี้อีกจุดหนึ่งที่ขอย้ำเลยคือ สิ่งที่เราเขียนๆไปนั้น มันมีหลายๆอย่างที่ไม่สามารถใช้คำว่า ถูก หรือ ผิด ตัดสินได้ ....ถามว่า ถ่ายแต่คนสวยผิดไหม เราก็บอกไปแล้วว่า ไม่ เพราะเป็นสิทธิของคุณ แต่อะไรที่มันมากไป บางทีมันก็ไม่ดี หรือถามว่า คนดังแปลว่าคอสไม่ดีหรือไง ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ คนดัง คนสวยคอสดีก็มีมากไป แต่ถ้าเน้นแต่หน้าตา ชื่อเสียงมากไป มันก็ไม่ดีใช่ไหม

เพราะฉะนั้นประเด็นทั้งหมดนั้น มันจึงเป็นเรื่องของ อะไรที่มันมากเกินไปนะครับ


หลังจากที่เราชี้สนิมบางจุดไปใน Entry ที่แล้ว ใครที่ได้อ่านก็คงเห็นภาพขึ้นแล้วนะครับ อย่างที่เราบอกและอย่างที่หลายๆคนเขียนว่า มันเป็นสิ่งที่พวกเราคิดและรับรู้เก็บไว้ในใจนี่แหละ เพียงแต่เราไม่ได้เอาออกมาคุยกันจริงๆจังๆกันเท่าไร เพราะถ้าว่าตรงๆแล้ว หากจะพูดทีมันก็อาจจะกระทบคนรอบข้างเหมือนกัน (เราก็กลัวโดนคนโกรธนะเนี่ย ไม่อยากจะบอก)

แต่ก็อย่างที่ย้ำนะครับว่า ที่เขียนนั้นไม่ใช่เพื่อต่อว่า หากแต่เป็นชี้จุดต่างๆที่พวกเราไม่ค่อยจะกล้าพูดออกมา

ทีนี้คงต้องบอกว่า เพื่อนเราแนะมานิดนึงว่า พยายามอย่าเขียนให้ยาวไป ....โหย ไม่อยากจะบอกเลยว่า คราวที่แล้วยังกะ Intro เจาะไปแต่ละอันก็ยังไม่มากเลย แต่เราก็เข้าใจนะว่ายาวไปก็อ่านกันไม่ไหว แต่ถ้าหลาย Entry ไปก็กลัวมากไปเหมือนกัน เอาเป็นว่าเราจะพยายามเขียนให้สมดุลที่สุดละนะ

คราวที่แล้วเราเขียนอะไรไปแล้วละ

1.คุณสมบัติของคอสเพลย์เยอร์
2.ค่านิยมเน้นถ่ายหน้าตาและคนดังมากไป ...ตรงนี้เราขอย้ำนะครับว่า ภาษาไทยที่เราใช้เราใช้คำว่า "เน้นมากไป" ไม่ใช่ "ถ่ายแต่" นะครับ เพราะว่าจะบอกว่า ตากล้องไม่ถ่ายคนหน้าตาไม่ดีเลยก็คงไม่ใช่ เพียงแต่อย่างที่บอกอะครับ รู้อยู่กันดีอยู่แล้วละนะ

และที่สำคัญก็ หลังจากที่เราตั้งสมการว่า ค่านิยม มันไม่ควรเป็น คนหน้าตาดี = คอสเพลย์เยอร์ที่ดี ก็ไม่ได้แปลว่า คนหน้าตาดี = คอสเพลย์เยอร์ไม่ดี นะครับ เพราะคนหน้าตาดี คนดังก็คอสดีมากมาย เช่นกัน

(คือเราอยากให้อย่าตีความที่มันซื่อตรงไปนะ ถ้าต้องคอยเจาะมากๆก็เขียนไม่ไหวเหมือนกัน 555)

3.ตากล้อง .....เราลองย้อนไปอ่านแล้วไม่ได้เจาะเลยแฮะ เราสรุปคร่าวๆเลยนะว่า ...มีคนถามเราว่า คุณสมบัติของการเป็นตากล้องคอสเพลย์คืออะไร? เราคิดว่ามันไม่ใช่แค่ถ่ายเก่ง กล้องแพงหรอก......เรามองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าคุณอยากเรียกตัวเองว่าเป็นตากล้องคอสเพลย์ คุณก็ควรที่จะอย่างน้อย ศึกษา เข้าใจ ถึงรูปแบบ วัฒนธรรมต่างๆ ของคอสเพลย์ หรือจะใช้คำว่า รู้ว่าควรจะถ่ายคอสเพลย์ยังไงให้ออกมาเป็นคอสเพลย์ ...เคยเห็นตากล้องที่เค้าชอบส่องนกไหม...เอาเข้าจริง พวกเราทุกคนก็ถ่ายนกได้จริงไหม นกกระจิบเกาะหลังคาบ้านพวกเรายกกล้องถ่ายก็ได้...แต่สำหรับคนที่จะถ่ายนกจริงๆจังๆแล้ว เค้าก็ต้องศึกษาว่านกพันธ์อะไร มีถิ่นที่อยู่ยังไง บลาๆเลย

เรายกตัวอย่างก็ เหมือนมีคนๆหนึ่งคอสเบียคุยะ จาก Bleach ละกัน

ตากล้อง A ถ่ายคนคอส โดยขอให้คนคอสทำท่ามือล้วงกระเป๋า ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ๆ สไตล์นายแบบ
ตากล้อง B ถ่ายคนคอส โดยขอให้ทำท่ายกดาบ ให้เหมือนกะว่ากำลังจะปล่อยเซมบงซากุระ

ใครๆก็ถ่ายคอสเพลย์ได้ถ้ามีกล้อง แต่คิดว่ารูปของใครน่าจะสื่อความเป็นคอสเพลย์ได้มากกว่ากัน

เรามองว่า ถ้าตากล้องพยายามที่จะเข้าใจถึงความเป็นคอสเพลย์ เข้าใจคอสเพลย์เยอร์ ....ปัญหาบางอย่างไม่ต้องมานั่งถกกันเลย (ยิ่งถ้าตากล้องไปลองคอสเพลย์ดูบ้างสิ จะได้รู้ว่าการอยู่หน้ากล้อง มันมีอะไรแตกต่างจากหลังกล้องดู)

ถ้าตากล้องคนไหนลองคอส ใส่ชุดเท่อลังการที่อุตส่าห์ทำมา ด้วยความที่คุณหน้าตาดี..มีแต่ตากล้องซูมหน้า คุณก็จะรู้เองว่า อ้าว แล้วกรูจะใส่ชุดคอสทำไมเนี่ย ถ้าจะถ่ายแต่หน้ากรู

เพราะฉะนั้นจะผิดไหมถ้าเราจะบอกว่า หากคนไหนเป็นคอสเพลย์เยอร์ที่ดี ก็จะมีคุณสมบัติที่จะถ่ายรูปคอสเพลย์ได้ดีเช่นกัน เพราะเค้าเข้าใจ เพราะฉะนั้น การที่เราเห็นคนคอสเพลย์วิ่งถือกล้องคอมแพคในงาน เราคิดว่า แม้ความสวยจะสู้กล้องแพงๆไม่ได้ ฝีมืออาจะจะเฉยๆ ....แต่บางทีรูปของเค้าอาจจะดีกว่าในแง่คอสเพลย์ก็ได้ มันอาจจะมีวิญญาณของความเป็นคอสเพลย์มากกว่า

นั่นแปลว่า ยิ่งถ้าคนไหนที่ถ่ายรูปเก่ง เป็นตากล้องอยู่แล้ว แล้วได้พยายามศึกษาลักษณะคอสเพลย์ เราว่ารูปคุณจะยิ่งกว่าคำว่าสวยอีก เพราะมันจะมีคุณค่าเข้ามาด้วยยังไง

ตรงนี้สั้นๆละกันนะ เพราะเราเจาะไปที่หัวใจแล้ว ส่วนพวกนิสัยตากล้องที่ชอบทำตัวไม่ดีก็มี ตรงนี้ก็อย่างที่บอกอะครับว่า ก็ต้องศึกษาคอสเพลย์เยอร์ด้วย ....โจทย์ง่ายๆเลยว่า คอสเพลย์เยอร์ส่วนมากก็ยังเด็กหรือวัยรุ่นผู้หญิง ไม่ใช่พริตตี้ จะไปถูกเนื้อต้องตัวมากไปมันก็ไม่สมควร .....เนี่ย -w- ถึงได้บอกว่า ถ้าตากล้องคิดจะพยายามทำความเข้าใจ ไม่ใช่สักแต่ถ่ายๆๆสักหน่อยก็คงจะดี

4.วงจรของงานคอส ....ที่ว่ากิจกรรมไม่มี มี บลาๆ...ตรงนี้ดีไม่ดีอาจจะต้องยกไปเป็นอีกตอนเลยด้วยซ้ำ เพราะว่า เราเองได้พบปะกะผู้จัดหลากหลายเจ้ามาก ทำให้ได้รู้และเข้าใจ ได้เห็นอะไรต่างๆพอควร แถมเรื่องของงาน แม้จะเกี่ยวกะคนคอส แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวโดยตรงมากนัก

แต่เราขอย้ำเลยนะว่า ไม่มีงานไหนที่จัดงานคอสโดยไม่หวังผลตอบแทน...ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลยนะตรงนี้ เพราะผู้จัดไม่ใช่นักบุญที่อยู่ๆจะมาจัดงานคอสฟรีๆ สิ่งสำคัญคือ แล้วงานได้ให้อะไรกับคอสเพลย์ที่มางานหรือเปล่า แฟร์ๆหรือเปล่า ประมาณนั้นนะครับ ตรงนี้เราขอยกไปก่อนละกัน

5.ระบบการประกวดคอสเพลย์ : ก็อย่างที่เราเขียนไปนะครับ คงไม่เจาะอะไรเพิ่ม

---------------------

ทีนี้ เราบอกก่อนว่า ถ้าจะให้เอาสนิมทุกตัวมาเขียน ก็คงไม่ไหว มึนแน่ๆ 555 ก็จะพยายามยกแต่อะไรที่สำคัญ

พูดถึงธุรกิจ ว่าไป...มีใครเคยคิดไหมว่า สังคมคอส เป็นอะไรที่น่าทำธุรกิจมาก .... และที่เห็นได้ชัดเจนตอนนี้คือ กองทัพร้านขายออปที่โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

เราขอย้ำตรงนี้เลยนะว่า แม้เราจะมีจุดยืนสนับสนุนการทำกันเอง แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะขัดขวางหรือรังเกียจการค้าขายอะไรตรงนี้ แต่เรากำลังมองในแง่ว่า อะไรที่มันมากไป มันก็ทำให้สมดุลเสีย

ทำให้เรานึกถึงเรื่องหนึ่งที่เราคุยกะเพื่อนๆ ว่า เด็กคอสสมัยนี้สบายจนสปอย...ถ้าเทียบกะว่าสมัยก่อน ถ้าสมมุติคุณจะคอสเพลย์ออกงานสักงาน

คุณต้องพยายามหา หรือเข้าหาคอสเพลย์เยอร์ถามว่างานจะมีเมื่อไร แล้วจะทำออปยังไง ไปซื้อผ้าที่ไหน ผ้ามีอะไรบ้าง ใช้อะไรทำออป บลาๆๆ มากมาย เพราะแต่ละอย่างไม่มีตัวช่วยมาก แต่ละคนจึงต้องขวนขวาย เพื่อให้ได้สิ่งที่อยากได้มา และสิ่งเหล่านี้ก็บีบให้เกิดการสร้างสังคมขึ้นมา นาย A กะ B ไม่รู้ว่าตัดชุดยังไง แต่รู้ว่ามีงานวันไหน นาย C รู้ว่าตัดยังไง แต่ไม่รู้ว่ามีงานวันไหน ก็เลยได้มาคุยๆจนพบปะกัน บลาๆ

ปัจจุบัน คุณอยู่หน้าคอม เปิดเวปตารางงาน สั่งตัดชุดทาง MSN มีคนไปซื้อผ้าให้ ทำออปให้ คุณมีหน้าที่เดียวคือจ่ายตังค์...สมัยก่อนเวลาจะทำออป ประโยคจะขึ้นมาว่า "จะทำยังไง" แต่ปัจจุบันด้วยว่าร้านต่างๆมีมากมายทำให้มันกลายเป็น "จะซื้อร้านไหน"

จะเห็นว่าอะไรที่สบายไปก็ทำลายเราไม่รู้ตัวเหมือนกัน เอาเข้าจริงยังจะเจาะไปที่ว่า ทำไมนับวันสังคมเหมือนต่างฝ่ายต่างอยู่ ...ก็จะเห็นละว่า การจะคอสสมัยนี้อยู่หน้าคอมอย่างเดียวก็ทำอะไรได้เยอะละ ไม่มีความจำเป็นต้องไปเข้าหาสังคมอะไรมากมาย บวกกะยุคนี้เป็นยุคของ Multiply Blog ต่างๆ ยิ่งส่งเสริมความเป็น
ปัจเจกบุคคล อย่าใช้คำว่า อ้าว เราก็มี MSN Blog ติดต่อสื่อสารกัน .....อย่าเทียบอะไรพวกนี้ กะการได้เจอกัน นั่งคุยกัน พบปะกันเลย อะไรหลายๆอย่างต่างกันมาก (แต่ถ้าพบปะกันในกลุ่มแต่ละคน คงมีกันอยู่แล้วละ)

เราจึงมองว่า สมัยนี้ คอสเพลย์มันสำเร็จรูปไปหมดจริงๆ

แล้วอะไรที่มันสำเร็จรูปมากไป...คุณค่ามันก็หายไป....ลองคิดถึงสมมุติว่าคนคอส 100 คน ซื้อชุด ซื้อออป จากร้านเดียวกันหมด หูแมวนี่เหมือนกันเป๊ะ ...หวาย คอสเพลย์ Mass Product ....ชุดต่างๆก็เหมือนกันหมด ไม่ได้มีคุณค่าว่า ตรงนี้ชั้นทำเองนะ ตรงนี้ชั้นลำบากมากกว่าจะทำได้ บลาๆ....

เรากำลังมองว่า ตรงนี้เราไม่รู้จะแก้ไขยังไง...จะบอกบรรดาร้านรับตัดว่า เฮ้ย ปิดร้านไปซะ มันก็ไม่แฟร์ใช่ไหม เพราะถามว่าเป็นความผิดร้านไหม ก็ต้องบอกว่าไม่

เรามองว่า มันเป็นส่วนลึกที่จิตใต้สำนึกของคอสเพลย์เยอร์แต่ละคน ที่ควรจะมองตัวเองว่า มีคุณสมบัติการเป็นคอสเพลย์เยอร์ที่ควรมีไหม

แค่ว่า สัก 85% ละกันหรืออาจจะมากกว่า คอสเพลย์เยอร์เมืองไทยตัดชุดไม่เป็น ในขณะที่ต่างประเทศเค้าถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ควรมี ตรงนี้ก็ทำเอาแอบเชิดหน้าชูตาไม่ขึ้นนะ

เราเองก็ตัดชุดไม่เป็น ก็จ้างป้าๆตัดนี่แหละ ...แต่สิ่งสำคัญคือ อย่างน้อยก็ควรจะทำอะไรเองด้วยตัวเองสักหน่อยก็ยังดี ยิ่งถ้าทำได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกดีกับการคอสเพลย์นั้นๆนะจะบอกให้ ...คุณจะดีใจแทบน้ำตาไหลเลยถ้าชุดที่คุณทำมาอย่างอยากลำบากมันสำเร็จ ..แต่คุณจะเฉยๆกะมันมากถ้าคุณแค่ซื้อๆๆๆแล้วใส่

คุณจะไม่รับรู้คุณค่าของการคอสเพลย์.....แต่ก็ไม่แน่นะ เราอาจจะพูดแบบหัวโบราณก็ได้ เดี๋ยวนี้ใครเค้าจะมาสนตรงนี้ละ สำคัญว่าชั้นต้องถูกถ่ายมากที่สุด ต้องดังให้ได้ ต้องได้เกาะคนดัง~

แต่อีกประเด็นที่ขอย้ำเสริมคือ การคอสเพลย์ที่ดี ก็ไม่ได้แปลว่า คุณต้องทุ่มตังค์ .... คุณค่าของคอสไม่ใช่ ชุดต้องสวยที่สุด แพงที่สุด ....แต่เป็น เข้าถึงความเป็นตัวละครที่เราเลียนแบบมากที่สุด ซึ่งโอเค ถ้าเราดันอยากคอสตัวอลังการมันก็ต้องใช้เงินมาก แต่อย่างน้อยก็ควรคำนึงถึงฐานะของตนเองด้วย

เราเองก็มีความชอบมากมาย อลังการล้านแปด แต่ถ้าถามว่า จำเป็นต้องคอสหมดไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะมันก็มากเกินไป

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ชอให้คำนึงมากๆนะครับ และจะบอกว่า ยิ่งชุ